บล็อกเกอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาอินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน(0012006)มหาวิยาลัยมหาสารคาม

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

...ปัญหาช่องปากและฟัน...ไม่ใช่เรื่อง Fun Fun!...สำหรับน้องหมา...





 โรคของช่องปากและฟันในสุนัข เป็นโรคซึ่งพบได้บ่อยเวลาที่เจ้าของพาน้องหมามาตรวจที่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ และปัญหาต่าง ๆ ในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหากลิ่นปาก มีหินปูน หรือฟันผุ ฯลฯ ล้วนมีส่วนทำให้น้องหมารู้สึกไม่สบายทั้งกายและใจ เพราะอาจมีอาการเจ็บปวดที่เหงือกและฟันคอยรบกวน ซ้ำร้ายกลิ่นปากของน้องหมายังอาจทำให้เจ้าของบางคนถึงกับดีตัวออกห่างเลยทีเดียว (รักแท้แพ้กลิ่นปาก)

           เพราะเหตุนี้ เจ้าของจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสุขอนามัยในช่องปากของน้องหมา ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดูแลสุขภาพในส่วนอื่นๆ ด้วยการช่วยทำความสะอาดช่องปากและฟันให้เค้าอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยให้น้องหมามีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี และไม่มีกลิ่นปากอีกด้วยค่ะ

 เหตุใดจึงต้องดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้น้องหมา

           เนื่องจากโรคช่องปากและฟัน หรือ โรคปริทันต์ นั้น เป็นโรคติดเชื้อซึ่งพบได้มากในสัตว์เลี้ยงทั่วโลก มีรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า สุนัขที่มีอายุมากกว่า 3 ปีมากถึงร้อยละ 85 เป็นโรคเหงือกอักเสบ และยิ่งพบมากขึ้นเมื่ออายุของสุนัขทุกช่วงอายุของสุนัขเพิ่มขึ้น

           นอกจากนี้ ยังพบอีกด้วยว่าโรคเหงือกอักเสบนั้นเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดในสุนัขทุกช่วงอายุ ในประเทศออสเตรเลีย พบว่ามีสุนัขที่ป่วยเป็นโรคเหงือกอักเสบ มากถึงร้อยละ 95

 ทำความรู้จักโรคในช่องปาก

           โรคในช่องปาก ดังนี้

            โรคเหงือกอักเสบ เป็นการอักเสบบริเวณขอบเหงือก

            โรคปริทันต์ เป็นการอักเสบของเหงือก เอ็นยืดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าพัน

            การเกิดคราบจุลินทรีย์ (Plaque) มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถกำจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟัน

            ส่วน คราบหินปูน (Tartar, Calculus) ไม่สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการแปรงฟัน ต้องทำการรักษาโยการขูดหินปูนที่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์เท่านั้น

           โรคในช่องปากซึ่งพบได้บ่อยที่สุดและเป็นปัญหา ก็คือ การเกิดหินปูนตามขอบฟัน ซึ่งสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองของเหงือกรอบฐานของฟัน หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ จะเกิดการติดเชื้อ ส่งผลให้เหงือกอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ และเจ็บคอ

 อาการที่พบเมื่อน้องหมามีโรคในช่องปาก

           อาการในระยะเริ่มแรกที่สามารถพบได้ เช่น เหลือกบวมและอักเสบ มีคราบจุลินทรีย์ และความหินปูนมาเกาะ

            ปากเหม็น เหงือกมีเลือดออกง่าย หากไม่รักษาจะพบอาการที่เป็นมากยิ่งขึ้น เช่น ร่องเหงือกและฟันลึกขึ้น เห็นรากฟัน

            ฟันโยกฟันหลุด ถ้าพบเห็น อาการเหล่านี้ก็ให้สงสัยได้เลยค่ะว่า น้องหมาของเรามีปัญหาสุขภาพช่องปากและฟัน

            ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามมากกว่าเดิม



 การทำความสะอาดฟัน

           จุดประสงค์ของการทำความสะอาดฟัน ได้แก่...

            ช่วยลดปริมาณคราบจุลินทรีย์

            ทำให้สภาพเหงือกและฟันดีขึ้น กระตุ้นให้เนื้อเยื่อต่างๆ มีการสร้างขึ้นมาใหม่

            เพื่อความสวยงามของช่องปากและฟัน ช่วยให้ฟันสะอาด ลดกลิ่นปาก

 วิธีการทำความสะอาดฟัน

            1. ดูแลให้สุนัขได้กินอาหารที่ช่วยในการขัดฟัน หรือให้ของเล่นชนิดขบเคี้ยวแก่สุนัขบ้าง ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขัดคราบสกปรกออกไปจากฟันของสุนัขได้




            2. ทำความสะอาดฟันและช่องปากให้สุนัขด้วยการแปรงฟัน หลังจากที่เขากินอาหารทุกครั้ง ซึ่งการแปรงฟันให้สุนัขนั้นให้ใช้แปรงสีฟันสำหรับสุนัข (ซึ่งอาจจะเป็นแบบมีด้ามหรือแบบเป็นปลอกสวมนิ้วก็ได้) และใช้ยาสีฟันที่ผลิตขึ้นมาสำหรับสุนัขเท่านั้น ห้ามใช้ยาสีฟันของคนโดยเด็ดขาด

           ทั้งนี้ ควรฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับการแปรงฟันตั้งแต่อายุยังน้อย

 ลักษณะของช่องปากที่มีสุขภาพที่ดี

           ต้องประกอบไปด้วย มีเหงือกเป็นสีชมพู ฟันสะอาดไม่มีคราบจุลินทรีย์ และไม่มีหินปูน เหงือกไม่ร่นเหงือกอยู่แนบกับตัวฟัน มีขอบเขตของเหงือกที่ชัดเจน

           นอกเหนือจากการพาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจสอบช่องปากเป็นระยะแล้ว (ควรทำทุก ๆ 6-12 เดือน) การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันของสุนัขด้วยตนเองที่บ้าน (Home Care) นั้น นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เจ้าของมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลเอาใจใส่ หากเราหมั่นรักษาสุขภาพช่องปาก และฟันของสัตว์เลี้ยง ไม่เพียงแต่จะลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยลดปัญหาโรคช่องปากและฟันดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ด้วย เพียงเท่านี้ น้องหมาของเราก็จะมีสุขภาพที่ดี



....น้องหมาปั๊กตาอักเสบบ่อย ๆ ควรทำอย่างไร ??....


 Q : การเลี้ยงน้องปั๊กอยู่นั้น แต่มันมักจะเป็นตาอักเสบอยู่บ่อยๆ พอรักษาหายดี สักพักก็จะกลับมาเป็นใหม่ ควรทำอย่างไรดีคะ 

          A : เป็นไปได้ว่าน้องปั๊กไม่ได้รับการรักษาจากสาเหตุที่แท้จริงค่ะ ซึ่งในกรณีนี้อาจเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

          1. ลักษณะโครงสร้างของเบ้าตาน้องหมาปั๊กเองนั้น จะมีลูกตาที่โปนกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ทำให้มีโอกาสสัมผัสฝุ่นละออง หรือสารแปลกปลอมที่ทำให้ระคายเคืองลูกตาได้ง่ายกว่าปกติ ในกรณีนี้ เจ้าของต้องคอยหมั่นเช็ดทำความสะอาด แต่หากตาปูดโปนมากกว่าปกติ อาจจะต้องผ่าตัดตกแต่งเปลือกตา

          2. โรคตาแห้ง น้องหมาปั๊ก เป็นพันธุ์ที่มีโอกาสเกิดโรคตาแห้งได้สูง โรคตาแห้งนั้นเป็นภาวะที่ต่อมน้ำตาสร้างน้ำตาได้น้อยผิดปกติหรือแทบไม่สร้างเลย เมื่อขาดน้ำตามาหล่อลื่นลูกตาก็ทำให้เกิดการระคายเคืองและติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย ซึ่งถ้ารักษาโดยแต่หยดยาฆ่าเชื้อ ก็จะทำให้ขี้ตาลดลง แต่พอหยุดหยดยาก็จะกลับมาเป็นอีก

          การรักษาโรคตาแห้งที่ถูกต้องคือ หยดยาที่กระตุ้นให้ต่อมน้ำตากลับมาทำงาน ร่วมกับการหยดน้ำตาเทียมในช่วงแรกๆ และการรักษาโรคตาแห้งนี้ โดยมากมักเป็นการรักษาตลอดชีวิต เพียงแต่ช่วงที่คุมอาการของโรคได้แล้ว ความถี่ในการหยดตาก็จะลดลง



          3. โรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้อาหารและแพ้ฝุ่นละออง หรือเกสรดอกไม้ และโรคขี้เรื้อนเปียกที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เพราะมักทำให้เกิดอาการคันบริเวณใบหน้า หู คาง และรอบตา เมื่อน้องหมาเการอบตามากๆ ก็อาจทำให้ตาอักเสบ หรืออาจเกิดเป็นแผลหลุมที่กระจกตาได้ ดังนั้นถ้าน้องหมามีปัญหาตาอักเสบบ่อย ๆ ให้ลองสังเกตดูว่าน้องหมามีปัญหาผิวหนังร่วมด้วยหรือไม่

โรคลิวคีเมียในแมว


 ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับ โรคลิวคีเมียในแมว พอสมควร ข้อมูลบางอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากตำราเมื่อสมัยก่อน ถือเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในประเทศไทย

          โรคลิวคีเมีย เกิดจากเชื้อไวรัส พบได้ทั่วโลก แต่หลายคนอาจนึกถึงโรคลิวคีเมียในซีรีส์เกาหลีกัน โรคลิวคีเมียเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

 โรคลิวคีเมียในแมว ติดต่อได้อย่างไร 

          การติดต่อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากแมวสู่แมว ไม่ว่าจะเป็นทางบาดแผล (จากการกัดกัน), การอยู่ร่วมกันแบบใกล้ชิด (ยกตัวอย่างเช่นการตัดขน, การใช้ภาชนะรองอาหารร่วมกัน หรือการใช้ทรายอนามัยร่วมกัน) หรือจากแม่มาสู่ลูก (ทั้งทางรกและน้ำนม) จำง่าย ๆ ว่า เชื้อไวรัสลิวคีเมียอยู่ใน น้ำลาย, ปัสสาวะ และอุจจาระของแมวป่วย

 แมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมีย มีอาการอย่างไร

          ในระยะแรก แมวอาจมีอาการเพียงแค่มีไข้ เซื่องซึม ท้องเสีย หรืออาจพบต่อมน้ำเหลืองขยายตัวขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการอื่น ๆ ได้โดยขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันในระบบต่าง ๆ อาทิเช่น น้ำหนักตัวลด ช่องปากอักเสบ ภาวะเลือดจาง อาการทางระบบประสาท เนื้องอกที่อวัยวะต่าง ๆ เป็นต้น

 แมวที่เสี่ยงต่อ โรคลิวคีเมีย 

          แมวตัวผู้ ที่ยังไม่ได้ทำหมัน มีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสลิวคีเมียค่อนข้างสูง เนื่องจากธรรมชาติของแมวตัวผู้ ที่ชอบออกไปนอกบ้าน ไปต่อสู้กับแมวตัวผู้อื่นๆ เพื่อแย่งแมวตัวเมียกัน หากเป็นแมวเร่ร่อนยิ่งจะมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสลิวคีเมียสูงกว่าแมวที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน

          อย่างไรก็ตาม สำหรับแมวที่เลี้ยงในบ้านอย่างหนาแน่น ก็มีอัตราเสี่ยงสูงไม่แพ้กัน หากมีแมวที่สามารถออกนอกบ้านไปได้ อาจนำเชื้อไวรัสลิวคีเมียกลับมา พอในบ้านมีประชากรหนาแน่น ก็มีอาจมีเรื่องความขัดแย้ง การแย่งกันเป็นใหญ่ รวมถึงความเครียดที่สูงขึ้น อันจะส่งผลให้มีการแพร่ระบาดได้

 ระยะฟักตัวของ โรคลิวคีเมีย 

          ระยะฟักตัวของโรค หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่แมวได้รับเชื้อไวรัสลิวคีเมียเข้าไปในร่างกาย จนแสดงอาการเจ็บป่วย สำหรับ โรคลิวคีเมีย อาจมีระยะฟักตัวได้ตั้งแต่เดือนจนถึงปี ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แม้ว่าตัวเชื้อไวรัสลิวคีเมียจะส่งผลกระทบต่อระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง และระบบภูมิคุ้มกัน แต่ว่าระบบอื่น ๆ ภายในร่างกายนั้นจะไวต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากภาวะกดภูมิคุ้มกัน


 การตรวจวินิจฉัย โรคลิวคีเมียในแมว

          การตรวจวินิจฉัยนั้นมีอยู่หลายวิธี การตรวจวินิจฉัยในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะเพิ่มความแม่นยำ แต่อย่างไรก็ดี “ผลบวกลวง” ก็อาจเกิดขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างสูง หากตรวจวินิจฉัยครั้งแรก พบผลบวก ก็มีโอกาสที่ตรวจอีกครั้งจะได้ผลลบ โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจวินิจฉัยซ้ำห่างกัน 8-12 สัปดาห์

 หากตรวจวินิจฉัยพบว่าแมวที่เลี้ยงไว้เป็นโรคลิวคีเมีย ควรปฏิบัติอย่างไร 

          แมวที่วินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคลิวคีเมีย อาจสามารถมีชีวิตยืนยาวได้นับปี มีข้อมูลการศึกษาว่า 83% ของประชากรแมวที่ทำการศึกษา มีอายุยืนยาวได้ไม่เกิน 4 ปี ภายหลังจากที่ตรวจวินิจฉัยว่ามีเชื้อไวรัสลิวคีเมีย โดยมีสองปัจจัยที่ควรเข้าใจ นั่นคือควรจะหลีกเลี่ยงความเครียดและการสัมผัสต่อเชื้อโรคอื่น ๆ ดังนั้น จึงไม่ควรให้อยู่รวมกับแมวป่วย หรืออยู่กันอย่างหนาแน่น อย่างไรก็ดี มีข้อมูลว่าหากเลี้ยงแมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมียไว้ร่วมกัน จะมีความเครียดน้อยกว่า กักขังให้อยู่เพียงลำพัง

          หากพบอาการป่วยเนื่องจากการติดเชื้อแทรกซ้อน ก็ให้รีบทำการรักษา อาจให้ยาปฏิชีวนะ ให้สารน้ำ หรืออาหารที่มีคุณค่าสูง หากพบก้อนเนื้องอก อาจให้การรักษาคีโมร่วมกับให้ยาในกลุ่มสเตรียรอยด์ ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

          ยาสำหรับคนที่นำมาใช้กรณีติดเชื้อ HIV มีรายงานว่าประสบความสำเร็จในการใช้ในแมวบ้าง แต่ก็มีผลข้างเคียงพอสมควร รวมถึงยาที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา (ในคน) ก็มีการนำมาทดลองใช้กับแมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมีย

 การป้องกัน โรคลิวคีเมียในแมว

          เนื่องจากไม่มีวิธีรักษา การป้องกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แม้ว่าไม่มีวัคซีนตัวใด ที่สามารถให้ผลสร้างภูมิคุ้มกันในระดับ 100% แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลิวคีเมียเลย โดยเฉลี่ยได้ผลประมาณ 75% – 85% นอกจากนี้ การแยกแมวที่ป่วยเป็นโรคลิวคีเมียออกจากฝูง และไม่ให้ออกไปสู่ภายนอก เป็นการควบคุมการระบาดของโรคลิวคีเมียได้เป็นอย่างดี

          สำหรับการผ่าตัดทำหมันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะลดพฤติกรรมการออกไปนอกบ้านของแมวตัวผู้ อันจะเพิ่มโอกาสความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อไวรัสลิวคีเมียได้อีกทางหนึ่งด้วย


วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

10 เคล็ด(ไม่)ลับ ทำบ้านให้เป็นมิตรกับเจ้าตูบน้อย

  เจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายอาจต้องลำบากใจเมื่อวันหยุดพักร้อนมาถึง เพราะพวกเขาไม่อยากทิ้งเจ้าตูบไว้ที่บ้าน แต่ก็ไม่อยากให้ป้าย "ไม่อนุญาตให้นำสุนัขเข้ามา" มาทำให้แผนการเที่ยวต้องชะงักลง แต่ก็โชคดีที่สมัยนี้มีโรงแรมสำหรับเจ้าตูบ เพื่อเป็นหนทางแก้ไขสำหรับผู้ที่รักสุนัขและการท่องเที่ยวนะคะ

           และโรงแรมที่ว่านี้มีอยู่ 2 แห่งตั้งอยู่ใกล้ในเวอร์มอนท์ หนึ่ง คือ Mount Snow และอีกแห่งคือ ใกล้ ๆ กับ Killington และ Okemo ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองแห่งเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ โรงแรมนี้ยังมีบริการชั้นเรียนฝึกสุนัข ขนมสุนัขทำเอง ทำเตียงไซส์สุนัขอีกด้วย

           แต่ถึงแม้ว่าประเทศไทย จะยังไม่มีโรงแรมสำหรับเจ้าตูบแบบเต็มรูปแบบ แต่ก็มีบางแห่งที่อนุญาตให้คุณนำเพื่อนสี่ขาเข้าไปพักได้ ซึ่งอาจจะต้องเช็คสักหน่อยก่อนออกเดินทาง และหากวันหยุดสุดสัปดาห์ไหนที่ไม่มีแผนการท่องเที่ยว อาจจะลองใช้เวลาว่างไปกับการจัดระเบียบบ้านของเราเสียใหม่เพื่อให้คุณสามารถอยู่กับเจ้าตูบตัวป่วนได้อย่างมีความสุข ตามมาดูกันเลยค่ะ


1. ทำทางเดินสำหรับสุนัข

           การสร้างทางเดินสำหรับเจ้าตูบน้อย ๆ ก่อนเข้าบ้าน ก็เป็นการกำจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดมากับเท้าเค้าออกไปก่อนที่จะเข้าบ้าน เพื่อที่ว่าบ้านคุณจะได้ไม่เปรอะเปื้อนไงคะ

2. เลือกพื้นไม้ดีกว่า

           สาเหตุที่เลือกพื้นไม้ก็เพราะง่ายต่อการทำความสะอาด แถมยังทำให้สุขภาพดีด้วย นั่นก็เพราะหากเราใช้พื้นพรม มันเป็นที่กักเก็บฝุ่นอย่างดี และยังยากต่อการทำความสะอาดได้ ดังนั้นหากคุณคิดจะเลี้ยงเจ้าตูบซักตัว คุณควรมีส่วนที่เป็นพื้นไม้ให้เจ้าตูบได้อยู่ในส่วนตรงนั้นของเค้า

3. ดูดฝุ่นเป็นประจำ

           แต่ถ้าคุณยังอยากใช้พื้นพรมอยู่ ก็จงหมั่นทำความสะอาด ไม่เช่นนั้นบ้านคุณก็จะกลายเป็นที่สะสมขนสุนัข อีกทางเลือกหนึ่งก็ใช้พรมที่ใช้แล้วทิ้งเลย หรือ หรืออาจใช้พรมที่สามารถใช้น้ำฉีดชะล้างทำความสะอาดได้ก็จะง่ายต่อการทำความสะอาดยิ่งขึ้น

4. หมั่นแปรงขน

           คุณอาจแก้ปัญหาจากต้นเหตุ หากคุณไม่อยากจำเจอยู่กับการทำความสะอาดขนสุนัข คุณก็หมั่นแปรงขนให้เจ้าตูบ เพื่อเป็นการช่วยเจ้าตูบของคุณพลัดขนที่ตายแล้วิพร้อมทั้งเซลล์ผิวที่ตายแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่าความจริงแล้วเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วต่างหากที่สร้างกลิ่นให้พรมของคุณไม่ใช่ขนเลยค่ะ

5. ทำความสะอาดโซฟา

           พยายามอย่าให้เจ้าตูบของคุณขึ้นโซฟา เพราะโซฟาก็เป็นที่สะสมขน สะเก็ดผิวหนังของสุนัขได้เป็นอย่างดี หรือไม่เช่นนั้นก็หมั่นใช้แผ่นที่ทำความสะอาดโซฟาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ควรหมั่นทำความสะอาดโซฟาเป็นสองเท่าเลยนะคะ เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามาก

6. ว่องไวต่อสิ่งของที่ล้มง่าย

           หากคุณเป็นผู้ที่อยากเลี้ยงสุนัขแล้วล่ะก็ คุณต้องรับได้กับข้าวของที่อาจตกหล่นเสียหายด้วยฝีมือเจ้าตูบของคุณ อย่างเช่นว่า หางของเจ้าตูบอาจพลัดไปปัดแก้วไวน์ของคุณหกเลอะเทอะ สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำเลยก็คือ กำจัดคราบที่เปื้อนนั้นทันที ก่อนที่มันจะซึมลึกไปถึงพื้นผิวและล้างไม่ออกค่ะ

7. ใช้ของแต่งบ้านง่าย ๆ

           หากคุณอยากเลี้ยงสุนัขสักตัว อย่าพยายามใช้ของแต่งบ้านที่เสียหายง่าย ไม่ว่าจะเป็นกระจก เซรามิค แก้ว หรือใด ๆ ก็ตามค่ะ เพราะเราไม่รู้ความคิดของเจ้าตูบว่ากำลังคิดอะไรอยู่ บางทีเขาอาจจะกระโดดขึ้นโต๊ะอาหารของคุณเข้าซักวันก็ได้ ดังนั้น พยายามใช้ภาชนะ หรือ ของใช้ที่ไม่เสียหายง่าย จะดีต่อบ้านของคุณและเจ้าตูบที่คุณรักอีกด้วยนะคะ

8. ให้ของขบเคี้ยวกับเจ้าตูบ

           การให้ของเคี้ยวเล่นแก่เจ้าตูบ จะช่วยให้เขาไม่มากัดแทะขาโซฟาตัวโปรดของคุณนะคะ แถมยังเป็นการฝึกให้อยู่นิ่ง ๆ ได้ด้วยล่ะค่ะ

9. ทำบ้านให้ดูผ่อนคลาย

           การทำให้บ้านสงบ ผ่อนคลายก็จะทำให้เจ้าตูบของคุณรู้สึกแบบนั้นด้วยนะคะ สุนัขสามารถรับรู้ถึงน้ำเสียงและพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ดังนั้น หากเจ้าของเป็นกังวลกับสิ่งใด เจ้าตูบของคุณก็จะรู้สึกเป็นปฎิปักษ์กับสิ่งนั้น เพราะมันอยากจะปกป้องคุณนั่นเองค่ะ ดังนั้น นอกจากจะทำบ้านให้เป็นที่พักใจให้กับคุณแล้ว อย่าลืมนึกถึงเจ้าตูบของคุณว่าเค้าก็ต้องการแบบนั้นเช่นกันนะคะ

10. สร้างเตียงให้สุนัข

           การสร้างเตียงให้เจ้าตูบของคุณจะทำให้เจ้าตูบของคุณพักผ่อนได้สบายยิ่งขึ้น เตียงสุนัขยังมีส่วนที่เอาไว้วางคาง แถมยังมีดีไซน์ที่เหมาะสำหรับเจ้าตูบทั้งหลาย เช่น มีรูปอุ้งเท้าสุนัขบนหัวเตียง ปูผ้าที่คล้าย ๆ กำมะหยี่ที่เกาะติดขนเค้าเพื่อช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย นอกจากนี้ยังช่วยให้เจ้าตูบไม่ไปป่วนเตียงของคุณด้วย


           ลองนำ 10 ข้อ ที่ว่านี้ ไปทำตามกันดูนะคะ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถอยู่ร่วมกับเจ้าตูบน้อยแสนรักในบ้านของคุณได้อย่างมีความสุขแล้ว


หายสงสัย...ทำไมสุนัขจึงป่วนเวลาฝนตกฟ้าร้อง


  Q : อยากรู้จังเลยว่า ทำไมน้องหมาที่บ้านชอบหมุนรอบตัวเอง แล้วก็เห่าไร้สาระ เสียงดังลั่นเวลาฝนตกฟ้าร้อง จะแก้ไขอย่างไรดีคะ

          A : สุนัขบางตัวอาจมีนิสัยตกใจง่ายและมีความรู้สึกไวเป็นพิเศษ เวลาที่มีฝนตกฟ้าร้องเสียงดัง ทำให้แสดงพฤติกรรมกระวนกระวายวิ่งไปมา และร้องเห่าหอนเรื่อยเปื่อยได้ค่ะ ยิ่งถ้าสุนัขเกิดพฤติกรรมเช่นนี้ขณะยังเล็กแล้วเจ้าของรับมือผิดวิธี เช่น ปลอบใจหรือโอ๋สุนัขมากเกินไป หรืออาจตลวาดเสียงดังให้เขาหยุดเห่าร้อง ก็อาจยิ่งทำให้สุนัขตกใจและแสดงอาการแปลก ๆ เหล่านี้ได้มากขึ้นค่ะ

          ทางแก้ที่ดีที่สุดก็คือ การฝึกสุนัขให้ชินกับเสียงดัง ๆ เวลาที่ฝนตกฟ้าร้อง โดยควรฝึกสอนตั้งแต่สุนัขยังเล็ก ๆ โดยแนะนำให้ใช้วิธีดึงความสนใจของสุนัขออกมาจากเสียงดัง เช่น ชวนสุนัขเล่นเกมฝึกให้ทำท่าต่าง ๆ เช่น นั่ง ให้มือ หมอบ คลาน) ให้ขนมที่เขาชอบ หรืออาจให้เขาได้เพลิดเพลินกับของเล่นชิ้นโปรด เพื่อไม่ให้สุนัขสนใจจดจ่ออยู่กับเสียงฟ้าร้อง 

          นอกจากนี้ เจ้าของเองก็ไม่ควรแสดงทีท่าว่ากลัวเสียงฟ้าร้องด้วย เพราะสุนัขสามารถเรียนรู้จากเจ้าของได้ หากว่าเจ้าของแสดงท่าทีตกใจหรือกลัว สุนัขก็จะยิ่งกลัวตามมากขึ้นด้วย

          ในกรณีที่ไม่สามารถฝึกสอนได้จริง ๆ และสุนัขเกิดความตื่นกลัวจนทำลายข้าวของหรือมีทีท่าที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและเจ้าของ รวมถึงสุนัขคตัวอื่น ๆ ในบ้าน คุณหมออาจจะจ่ายยาในกลุ่มระงับประสาทอ่อน ๆ มาให้เจ้าของติดบ้านไว้ เมื่อวันไหนมีเค้าว่าฝนกำลังจะตกหรือจะมีฟ้าร้องเสียงดัง เจ้าของอาจจะป้อนยาเหล่านี้ให้แก่สุนัขของท่านก็ได้ เพื่อช่วยไม่ให้เขาเกิดอาการตื่นตระหนกจนเกินไป
ค่ะ

แนะนำวิธีการเลี้ยงกระต่าย


"แนะนำวิธีเลี้ยงกระต่ายถูกวิธี เสริมมงคลรับปีเถาะ "ไม่ใช่แค่เลี้ยงง่าย แต่ต้องดูแลให้ดีที่สุด" 
 สำหรับมือใหม่ที่อยากเลี้ยงกระต่าย อย่าคิดเพียงว่าเป็นแค่สัตว์เล็กที่เลี้ยงง่ายเท่านั้น ก่อนนำมาเลี้ยงควรพิจารณาหลายสิ่งหลายอย่างประกอบด้วย เพราะกระต่ายต้องการการดูแลอย่างถูกวิธี อีกทั้งเรื่องความรับผิดชอบต่อชีวิตสัตว์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากทำให้เขาต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร หรือเบื่อแล้วปล่อยทิ้งขว้างไม่ไยดี คงไม่ใช่เป็นการเสริมดวงแต่จะสร้างบาปกรรมให้กับผู้เลี้ยงมากกว่า....

            วันนี้ สัตวแพทย์หญิง ลลนา เอกธรรมสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการสัตว์เลี้ยงพิเศษ (Exotic Pet) โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูกระต่ายอย่างถูกวิธีมาฝากว่า "นอกจากสุนัขและแมวแล้ว กระต่ายถือเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่คนสนใจ สังเกตได้ว่ากลุ่มของคนเลี้ยงกระต่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน และรู้สึกดีที่เห็นคนหันมาเลี้ยงกระต่ายมากขึ้น ความจริงแล้วธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้อายุไม่ยืนนัก อายุขัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปี กระต่ายเป็นสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงยาก เลี้ยงได้เหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไป เพียงแต่ต้องทราบว่าเขาต้องการอาหารและสิ่งแวดล้อมแบบไหนที่เหมาะสม"

            "ธรรมชาติของกระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แพร่พันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว ออกลูกครอกหนึ่งประมาณ 6-10 ตัว ถ้าไม่ต้องการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์ก็ควรทำหมันเสีย ไม่เช่นนั้นภายในหนึ่งปีจะมีจำนวนมากทีเดียว กระต่ายเป็นสัตว์สุภาพ ชอบอยู่เงียบ ๆ เป็นฝูง อาหารส่วนใหญ่จะเป็นหญ้าและอาหารเม็ด 
            สัตวแพทย์สาว ยังกล่าวต่อด้วยว่า  ผู้เลี้ยงทั่วไปมักคิดว่ากระต่ายเป็นสัตว์ที่ตายง่าย แค่ตกใจก็ตายแล้ว ความจริงก็ไม่ถึงขนาดนั้น แล้วแต่ตัวมากกว่า เคยมีกระต่ายหลายตัวที่มารับการรักษาทำแผลซึ่งเจ็บมาก แต่ก็ถึงกับไม่ช็อคตาย คงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และลักษณะของภูมิอากาศ ณ จุด ๆ นั้นด้วย เพราะส่วนใหญ่กระต่ายจะช็อคได้ถ้าร้อนมาก ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการช็อคหรือตกใจง่ายจนตายจะเป็นกับกระต่ายทุกตัวเสมอไป


            "อีกอย่างการหิ้วหูกระต่ายเป็นสิ่งไม่ควรทำ เพราะบริเวณหูมีเส้นเลือดเยอะมาก หากไปหิ้วหูจะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นฉีกขาด หูจะช้ำ การจับที่ถูกต้องคือให้จับบริเวณหนังด้านท้ายทอยและช้อนก้นเพื่อช่วยรองรับน้ำหนัก ส่วนสถานที่เลี้ยงต้องไม่ร้อนจัด ไม่ชื้นแฉะ ลมไม่พัดแรง มีอากาศถ่ายเทสะดวก กรงต้องสะอาดและการให้อาหาร การเปลี่ยนน้ำต้องสะอาดเสมอ สิ่งสำคัญควรปล่อยให้กระต่ายได้วิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง จะทำให้เขามีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสและไม่เหงาเกินไป"


            นอกจากนี้ การเลี้ยงกระต่ายควรต้องระวังโรคด้วย เพราะจะมีโรคทั้งที่คนติดจากสัตว์และโรคที่สัตว์เป็นแล้วไม่ติดคน  สำหรับโรคที่พบในกระต่ายส่วนใหญ่ จะมีโรคท้องเสียจากเชื้อบิด ซึ่งจะทำให้หูแดงคัน หรือบิดเบี้ยว โรคติดเชื้อราบริเวณฟันของกระต่าย ฯลฯ สำหรับคนก็สามารถเป็นภูมิแพ้ เช่นแพ้ขนกระต่าย เป็นต้น กรณีที่เลี้ยงกระต่ายร่วมกับสุนัขและแมวควรนำมาฉีดวีคซีนป้องกันพิษสุนขบ้าด้วย ซึ่งการฉีดวัคซีนสามารถทำได้เมื่อกระต่ายอายุ 4 เดือนขึ้นไป หากในบ้านมีเด็กและใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ

    ปัจจุบันกระต่ายมีหลากหลายพันธุ์ให้เลือก การที่จะตัดสินใจเลี้ยงกระต่ายสักตัว ควรเข้าใจถึงธรรมชาติของเขา ศึกษาถึงการดำรงชีวิตและลักษณะและนิสัยของพันธุ์นั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยทำความรู้จักให้ดีก่อนรับมันเข้าบ้าน ส่วนการเลือกซื้อกระต่ายควรเลือกเมื่ออายุประมาณหนึ่งเดือนครึ่งขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่หย่านมและเริ่มกินอาหารปกติได้แล้ว จะช่วยลดปัญหาเรื่องเลี้ยงกระต่ายเด็กเกินไปแล้วเสียชีวิต ลักษณะกระต่ายที่ดีคือต้องแจ่มใส ตาไม่ขุ่น ไม่มีขี้ตา ไม่มีน้ำมูก ดูก้นว่าสะอาดไม่เลอะเทอะ ตามตัวไม่มีบาดแผล สะเก็ดหรือขนร่วง อาการขาแป  ฯลฯ เป็นต้น

            สัตวแพทย์ลลนา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ให้ผู้เลี้ยงควรสังเกตกระต่ายเป็นประจำด้วยว่ามีอาการป่วยเกิดขึ้นหรือไม่ เช่นไม่ดื่มน้ำ ไม่กินอาหาร ขนร่วง ซึม เป็นแผล มีขี้มูกขี้ตา  บางตัวอาจเป็นไรในหู คือขี้หูรวมตัวเป็นแผ่นหนา ซึ่งกระต่ายจะคันมาก หรือในกรณีที่กระต่ายเป็นตาฝ้า ลูกตามีหนองอยู่ข้างใน หรือมีน้ำตาไหล อาจเกิดจากเยื่อบุตาอักเสบ ขนทิ่มตา ท่อน้ำตาตัน ฝุ่นผงควัน ฯลฯ ก็ไม่ควรปล่อยไว้ควรพามาให้สัตวแพทย์ตรวจหาความผิดปกติเพื่อรักษาได้ทันการณ์

            "กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่อง ไร้เดียงสาและน่ารัก ส่วนใหญ่มีชีวิตที่น่าเศร้าเพราะอยู่ในป่ามักเป็นผู้ถูกล่า หรือไม่ก็เป็นสัตว์ทดลองในห้องแล็ป วันนี้กระต่ายอาจกลายเป็นสัตว์นำโชคของมนุษย์โดยไม่รู้ตัว หากเลี้ยงเพื่อเสริมดวงก็ควรดูแลเอาใจใส่เขาอย่างดีที่สุด ทำให้เขามีความสุข ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อเขาจะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ"  สัตวแพทย์สาว กล่าวสรุป

สิ่งที่ควรทำในการเลี้ยงกระต่าย

            1.ดูแลและสังเกตเป็นประจำ ถ้าเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อยต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์

            2.ให้สัมผัสอย่างเบามือ

            3.ทำความความสะอาดบริเวณกรงอย่างสม่ำเสมอ

            4.ควรให้อาหารที่เหมาะสม

            5.ควรให้ถ่ายพยาธิหรือตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง

สิ่งที่ไม่ควรทำในการเลี้ยงกระต่าย

            1.อย่าหิ้วหูกระต่ายเด็ดขาด

            2.อย่าให้อาหารประเภทขนมที่เป็นแป้ง คาร์โบไฮเดรต เพราะจะเกิดผลเสียกับเขา

            3.อย่าเลี้ยงกระต่ายเป็นแฟชั่น ให้เลี้ยงเพราะว่าอยากจะเลี้ยง

            4.อย่าอาบน้ำให้กระต่ายบ่อยเกินไป ประมาณ  3-4 เดือน/ครั้งก็พอ

            5.หากที่บ้านมีแมว ไม่ควรเอาห้องน้ำแมวที่มีสารดับกลิ่นมาใช้กับกระต่าย ควรใช้ขี้เลื่อยหรือหนังสือพิม
พ์แทน